กูเกิล คอนแทคส์์ เลนส์ ดวงตาในอนาคต? วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 22:48:09 น.×Ads by Plus-HD-V1.8c คอนแทคต์ เลนส์ ที่มี "กล้องถ่ายภาพ" และ "เซ็นเซอร์" ต่างๆพร้อมวงจรอีเลคทรอนิคส์ ฝังอยู่ในตัวนี้ กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาออกมาเป็นสินค้าจริงๆใน "กูเกิล เอ็กซ์ แล็บ" หรือ ห้องปฏิบัติการทดลองพิเศษของกูเกิล แต่ยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีรายนี้จดทะเบียนสิทธิบัตรมันไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2012 ที่ผ่านมา โครงการ "คอนแทคส์ เลนส์ อัจฉริยะ" นี้ กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพในการทำงานของต้นแบบอยู่ในห้องทดลอง แต่ดูเหมือนตัวผลิตภัณฑ์ยังไม่ลงตัวนัก อย่างไรก็ตาม ประโยชน์หลายอย่างของการพัฒนา คอนแทคส์ เลนส์อัจฉริยะ ดูเหมือนปรากฏเด่นชัดตั้งแต่โครงการยังอยู่ระหว่างการพัฒนา นั่นคือ การทำหน้าที่เป็นเหมือน "ตา" ให้กับผู้พิการทางสายตาทั้งหลาย เพราะสามารถกำหนดให้ภาพที่กล้องของคอนแทคส์ เลนส์ ถ่ายได้ส่งภาพผ่าน(ได้ทั้งแบบไร้สาย และมีสาย) ไปยังส่วนที่เป็นกระบวนการประมวลผลเพื่อถ่ายทอดต่อไปให้ผู้ที่สวมใส่ได้รับรู้ ตัวอย่างเช่นแปลงเป็นสัญญาณเสียงให้ได้รู้ว่า มีรถยนต์กำลังวิ่งผ่านสี่แยกที่ผู้พิการทางสายตารายนั้นกำลังเตรียมข้ามทางไปอีกฟาก เป็นต้น แต่ "คอนแทคส์ เลนส์ อัจฉริยะ" นี้ยังสามารถทำหน้าที่อีกหลายอย่างได้ ด้วยการเปลี่ยนเซ็นเซอร์ได้หลากหลายอย่าง โดยอาจเป็นเซ็นเซอร์แสง, เซ็นเซอร์ตรวจวัดแรงดัน, เซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิ หรือแม้แต่กระทั่งเซ็นเซอร์ตรวจจับสนามไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้ผู้สวมใส่ มี "สัมผัสที่6" ยังไงยังงั้น จริงๆหลักการทำงานของ สมาร์ท คอนแทคส์ เลนส์ คล้ายคลึงกับ "กูเกิล กลาส" อย่างมาก เพียงแต่กล้องจะมาอยู่ตรงกับสายตา ทำให้ภาพที่ได้ตรงกับที่เราจับจ้องมากกว่า กูเกิล กลาส ที่มีกล้องอยู่ด้านข้างนั่นเอง ที่มา : มติชนออนไลน์ |
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่้อกานเรียนรู้
วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ความหมายของนวัตกรรม
นวัตกรรม หมายถึง ความคิดและการกระทำใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง ความคิดและวิธีการใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมให้กระบวนการศึกษา
มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น การสอนแบบโปรแกรม (Program Instruction) เครื่องช่วยสอน (Teaching Machine
ความหมายของเทคโนโลยี
คำว่า เทคโนโลยี มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
ชาร์ลส์ เอฟ. โฮบาน (Charles F. Hoban 1965 : 124) ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีว่า มิใช่คน
หรือเครื่องจักร แต่เป็นการจัดระเบียบอันมีบูรณาการและความสลับซับซ้อนของความคิด
คาร์เตอร์ วี กู๊ด (Carter V. Good 1973 : 592) ได้ให้ความหมายของคำว่าเทคโนโลย
ีในพจนานุกรมการศึกษาว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในวงการศึกษาต่าง ๆ หรือ
มาใช้ในงานสาขาต่าง ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
เอคการ์ เดล (Edgar Dale 1957 : 610) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้ในหนังสือ
Audio - Visual Method in Teaching ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่เครื่องมือแต่เป็นแผนการวิธีการทำงาน
อย่างมีระบบ
ก่อศักดิ์ สวัสดิพาณิชย์ (2517 : 83) กล่าวว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์
มาใช้ในวงการศึกษาต่าง ๆ หรือมาใช้ในงานสาขาต่าง ๆ และเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2520 : 35) ได้เขียนไว้ในหนังสือมิติที่ 3 ว่า ตามรูปศัพท์ภาษาอังกฤษ
เทคโนโลยี หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการ ซึ่งอยู่ในรูปของการจัดระบบงานด้วยองค์ 3 คือ 1. ข้อมูลที่ใส่เข้าไป ได้แก่ การกำหนดปัญหา วัตถุประสงค์รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
2. กระบวนการ ได้แก่ การลงมือแก้ปัญหา แจกแจงวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
3. ผลลัพธ์ คือ ผลที่ได้จากการแก้ปัญหาและทำการประเมินผล
นวัตกรรม หมายถึง ความคิดและการกระทำใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง ความคิดและวิธีการใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมให้กระบวนการศึกษา
มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น การสอนแบบโปรแกรม (Program Instruction) เครื่องช่วยสอน (Teaching Machine
ความหมายของเทคโนโลยี
คำว่า เทคโนโลยี มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
ชาร์ลส์ เอฟ. โฮบาน (Charles F. Hoban 1965 : 124) ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีว่า มิใช่คน
หรือเครื่องจักร แต่เป็นการจัดระเบียบอันมีบูรณาการและความสลับซับซ้อนของความคิด
คาร์เตอร์ วี กู๊ด (Carter V. Good 1973 : 592) ได้ให้ความหมายของคำว่าเทคโนโลย
ีในพจนานุกรมการศึกษาว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในวงการศึกษาต่าง ๆ หรือ
มาใช้ในงานสาขาต่าง ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
เอคการ์ เดล (Edgar Dale 1957 : 610) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้ในหนังสือ
Audio - Visual Method in Teaching ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่เครื่องมือแต่เป็นแผนการวิธีการทำงาน
อย่างมีระบบ
ก่อศักดิ์ สวัสดิพาณิชย์ (2517 : 83) กล่าวว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์
มาใช้ในวงการศึกษาต่าง ๆ หรือมาใช้ในงานสาขาต่าง ๆ และเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2520 : 35) ได้เขียนไว้ในหนังสือมิติที่ 3 ว่า ตามรูปศัพท์ภาษาอังกฤษ
เทคโนโลยี หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการ ซึ่งอยู่ในรูปของการจัดระบบงานด้วยองค์ 3 คือ 1. ข้อมูลที่ใส่เข้าไป ได้แก่ การกำหนดปัญหา วัตถุประสงค์รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
2. กระบวนการ ได้แก่ การลงมือแก้ปัญหา แจกแจงวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
3. ผลลัพธ์ คือ ผลที่ได้จากการแก้ปัญหาและทำการประเมินผล
โครงการฝึกงานและพัฒนาทักษาด้านเทคคาทรอนิกส์บ๊อชจัดหลักสูตรติวเข้มให้นักศึกษาปวส.เป็นรุ่นแรก 3 คน เพื่อพัฒนาบุคลากรฝีมือคุณภาพ
บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีและบริการด้านยานยนต์ เทคโนโลยีอุตสาหการ เทคโนโลยีสินค้าอุปโภคและอาคารและเทคโนโลยีพลังงานระดับโลก เปิดตัวโครงการฝึกงานและพัฒนาทักษาด้านเทคคาทรอนิกส์บ๊อช ร่วมกับวิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออก(อี.เทค)และสถาบันไทย-เยอรมัน (TGI) นำร่องจัดหลักสูตรติวเข้มให้นักศึกษาปวส.เป็นรุ่นแรก 3 คน เพื่อพัฒนาบุคลากรฝีมือคุณภาพร่วมงานบริษัทในอนาคต
โครงการฝึกงานและพัฒนาทักษาด้านแมคคาทรอนิกส์บ๊อช เป็นส่วนหนึ่งของโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย ซึ่งได้มีพิธีลงนามในบันทึกความข้าใจระหว่าง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จับมือกับนายรอล์ฟ ซูลเซ่ เอกอัครราชฑูตเยอรมันประจำประเทศไทย พร้อมตัวแทนจากบริษัท โรเบริ์ต บ๊อช จำกัด,บี.กริม จอยน์เว็นเจอร์ โลดิ้ง จำกัด และ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดยมีหอการค้าเยอรมัน – ไทย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน(GIZ) เป็นสำนักงานประสานงานหลักของโครงการ
นายปีเตอร์ แวนดลิค กรรมการผู้จัดการบริษัท โรเบริ์ต บ๊อช จำกัด เล่าที่มาของโครงการว่า จากการขาดแคลนบุคลากรด้านแรงงานมีฝีมือของไทย ทำให้บริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะให้ความรู้และพัฒนาทักษะด้านเมคคาทรอนิกส์แก่นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพของไทย ที่จะสนับสนุนระบบการศึกษาทางด้านการฝึกกอบรมอาชีวศึกษาอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งเยอรมันเป็นผู้นำมาตฐานในด้านนี้ โครงการนี้นำเอามาตรฐานของเยอรมันมาปรับใช้กับสถาบันการเรียนอาชีวะของไทยได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของการแข่งขันของตลาดแรงงานในปัจจุบัน พร้อมเพิ่มโอกาสในการจ้างงานให้สูงขึ้น
สำหรับโครงการฝึกงานและพัฒนาทักษะด้านเมคคาทรอนิกส์บ๊อช Bosch Mechatronics Apprenticeship Program (BMAP) เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตร 3 ฝ่าย ประกอบด้วย 1. บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด ฝ่ายเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ 2.วิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออก(อี.เทค)และ 3.สถาบันไทยเยอรมัน (TGI) โดยบ๊อช ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการ BMAP จะเป็นผู้สนับสนุนทางด้านเงินทุน และ การฝึกทักษะในสถานประกอบการจริงรวมถึงความรู้ทางด้านแมคคาทรอนิกส์ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก
เนื่องจากอุตสาหกรรมและการผลิตสมัยใหม่ต่างต้องการทักษะทางด้านอิเล็คทรอนิกส์และเครื่องกล โดยสถาบันไทย-เยอรมัน เป็นผู้ในการอบรมทักษะพื้นฐานที่ออกแบบเฉพาะตามหลักสูตรของโครงการ และวิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออกเป็นผู้ดูแลด้านการศึกษาภาคทฤษฎี
นักศึกษาที่เข้าอบรมนอกจากจะได้รับทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร ปวส.2 ปีแล้ว ยังจะได้รับ เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง และสวัสดิการจากบ๊อช ตามนโยบายของบริษัท นอกจากนี้ยังมีโอกาสเดินทางไปดูงานที่สำนักงานใหญ่ของฝ่ายเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ ณ ประเทศเยอรมนี และที่สำคัญคือมีตำแหน่งงานรองรับและมีโอกาสเติบโตในองค์กร
ทั้งนี้ หลักสูตรการอบรมจะแบ่งเป็นสองปี โดยในปีแรก นักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการอบรมทักษะพื้นฐานทั่วไปด้านแมคคาทรอนิกส์และเรียนรู้ระบบงานธุรกิจเบื้องต้นของโรงงานเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ และจะได้รับการฝึกทักษะขั้นสูงเมื่ออยู่ชั้นปีที่สอง โดยจะได้เรียนรู้งานจากระบบงานต่าง ๆ อาทิ ระบบลอจิสติกส์และการจัดการคลังสินค้า ระบบการจัดซื้อ ระบบควบคุมการผลิตและตรวจวัดคุณภาพเครื่องมือ เป็นต้น
โครงการฝึกงานในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฝึกงานของโรเบิร์ต บ๊อชทั่วโลก บ๊อชมีการจัดโครงการศึกษาระบบทวิภาคีในประเทศต่างๆมาเป็นเวลากว่า 100 ปีแล้ว โดยได้ทำการฝึกนักเรียนทั่วโลกจำนวนมากกว่า 100,000 คนทั่วโลก และในปีนี้ บ๊อชก็ได้เปิดศูนย์ฝีกงานเพิ่มที่ประเทศเวียดนามและประเทศไทย
สำหรับนักศึกษา 3 คนแรกที่จะเข้ารับการฝึกงานในโครงการดังกล่าวประกอบด้วยนายณัฐพล วุฒิรักษ์ นายปรัชญา คณะโท นายกฤษดา ดอกไม้ไหว
นายปรัชญา คณะโท นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 1 ภาควิชาอุตสาหกรรม วิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออก (อี.เทค.) กล่าวว่า หลังจากที่ทราบข่าวว่ามีโครงการฝึกงานก็ได้ไปสมัครกับทางวิทยาลัยและผ่านการทดสอบทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ
ตนรู้สึกดีใจมากที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้ที่จะได้เข้าฝึกงานในโครงการนี้ ซึ่งคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ที่ให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ เพื่อนำเอาไปพัฒนาฝีมือตัวเอง โดยเฉพาะได้ความรู้โดยตรงเกี่ยวกับด้านเมคคาทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร ระบบวงจรไฟฟ้า เหล็ก ความหนา ระบบช่างหลายด้าน ซึ่งหากที่วิทยาลัยไม่ได้สอนก็จะมีการสอนเพิ่มเติมให้ด้วย และที่สำคัญคือ หากฝึกงานครบ 2 ปีและมีความสามารถก็จะได้เข้าทำงานที่บ๊อชด้วย
นายกฤษดา ดอกไม้ไหว นักศึกษา ปวส.1 วิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออก (อี.เทค) เล่าว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมโครงการฝึกงานและพัฒนาทักษาด้านเมคคาทรอนิกส์ บ๊อชเพราะตรงกับสาขาที่เรียนมา ซึ่งตนได้จบปวช.อิเลคทรอนิกส์และเมื่อมาเรียนต่อระดับ ปวส.ก็ได้เข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งทำให้สามารถเรียนหนังสือไปด้วยและทำงานไปด้วย โดยจะเริ่มเข้าโครงการฝึกงานตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไป
การฝึกงานนั้นจะมีการอบรมทั้งในส่วนที่เคยเรียนมาแล้วและส่วนที่วิทยาลัยไม่ได้สอนซึ่งคิดว่าเป็นประสบการณ์และโอกาสที่ดีมาก ที่สำคัญคือเมื่อฝึกงานครบหลักสูตรก็จะมีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทด้วย
Tags : เมคคาทรอนิกส์ • โรเบิร์ต บ๊อช
วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
สุดยอดแห่งการประหยัดและพกพา นวัตกรรมเครื่องพิมพ์ไร้ตลับหมึก เครื่องเล็กที่สุดในโลก
นวัตกรรมสำหรับทางออกของปัญหาการพิมพ์แบบพกพา ด้วยเครื่องพิมพ์ขนาดเล็กไร้ตลับหมึก ลดการสิ้นเปลืองทั้งเงินและสิ่งแวดล้อม
การทำงานและเอกสารเป็นของของคู่กัน ยิ่งหากต้องทำงานนอกสถานที่และจำต้องพกคอมพิวเตอร์พร้อมทั้งเครื่องพิมพ์ด้วยนั้นอาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก หากแต่เครื่องพิมพ์จาก “PlanOn” เครื่องนี้ อาจเป็นทางออกของปัญหาอย่างสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้
“PlanOn’s Printstik PS905ME” เครื่องพิมพ์รุ่นนี้มาพร้อมกับคุณลักษณะแบบพกพาที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา พร้อมทั้งมีแบตเตอรี่เพื่อการชาร์จพลังงาน ที่สำคัญคือใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ด้วยความร้อนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ตลับหมึกให้สิ้นเปลือง
โดยน้ำหนักของตัวเครื่องอยู่ที่ 1.5 ปอนด์ วัดขนาดได้ 2x2x11 นิ้ว เหมาะสำหรับพกพาไว้ในกระเป๋าแล็ปท็อปได้ พร้อมด้วยเทคโนโลยีพลังงานความร้อนที่จะผลิตงานพิมพ์แบบขาวดำ และตัวเครื่องนั้นมาพร้อมกับกระดาษ 1 ม้วนหรือ 20 หน้า สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนอีกด้วย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://planon.com
ที่มา http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงโดย Copyright© www.energysavingmedia.com
เจ้าหนูทรงพลัง นวัตกรรมเมาส์ไร้สายผลิตพลังงานทุกครั้งเวลาคลิก
พบกับนวัตกรรมที่เข้าถึงคนทำงานออฟฟิตสุดๆ ด้วยเมาส์ไร้สายที่จะมาตัดปัญหาพลังงานจากการต้องคอยเปลี่ยนแบตเตอรี่ มาผลิตพลังงานด้วยตนเองจากการคลิกหรือเลื่อน
โดยทั่วไปเมาส์ไร้สายส่วนใหญ่นั้นต้องพึ่งพาพลังงานจากแบตเตอรี่ ซึ่งแหล่งพลังงานเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่อไป แต่เมาส์ไร้สายของ 1 ผู้เข้ารอบสุดท้ายของงานประกวดออกแบบอุปกรณ์เสริมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “Greener Gadgets Design”มีแนวคิดแก้ปัญหาได้อย่างดีเยี่ยม
“Adele Peters” มาพร้อมกับนวัตกรรมที่เรียกว่า “Corky mouse” หรือเมาส์ไร้สายที่ทำมาจากวัสดุรีไซเคิลทั้งหมดและสามารถย่อยสลายได้ ที่สำคัญคือเมาส์ตัวนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเพียโซอิเล็กทริก ที่เปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นไฟฟ้า โดยวิธีการผลิตพลังงานจะเกิดขึ้นทุกครั้งเวลาคลิกหรือเลือนเมาส์ไปบนโต๊ะแล้วก่อเกิดให้ลูกกลิ้งหมุน หมดปัญหาเรื่องคอยเติมแบตเตอรี่อีกต่อไป
ที่มา http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงโดย Copyright© www.energysavingmedia.com
นั่ง"รถไฟฟ้า" ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ
เช่นเดียวกับที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น เชื่อว่า "ลิฟต์อวกาศ" ไม่เพียงจะเป็นหนทางประหยัดมากกว่าจรวดในการขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ดร. เจมส์ พาวเวลล์ ผู้ร่วมประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยี แม็กเลฟ ที่ใช้สนามแม่เหล็กในการขับเคลื่อนขบวนรถไฟความเร็วสูงกับ ดร.จอร์จ เมส วิศวกรอวกาศยาน ซึ่งเคยทำงานอยู่กับห้องปฏิบัติการแห่งชาติ บรูคเฮฟเวน ของสหรัฐอเมริกา ก็เชื่อเช่นเดียวกันว่าแนวความคิด "รถไฟแม็กเลฟสตาร์แทรม" ก็สามารถทำให้การเดินทางสู่อวกาศ ถูกลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองอยู่ เบื้องหลังแนวความคิดในการสร้าง "สตาร์แทรม" ระบบส่งอวกาศยานด้วยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้แล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในทุกวันนี้ เพียงผสมผสานความสามารถและความเชี่ยวชาญของทั้งสองสาขาเข้าด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีความเป็นไปได้ที่จะใช้แนวความคิดนี้ไปในเชิงพาณิชย์ อย่างเช่นการท่องเที่ยวอวกาศอีกด้วย
ตามแนวคิดรถไฟฟ้าอวกาศนี้จะแยกออกเป็น 2 เวอร์ชั่น เจเนอเรชั่นที่ 1 หรือเวอร์ชั่นแรกเป็นขบวนรถไฟฟ้าเพื่อส่งยานอวกาศสำหรับการจัดส่งพัสดุภัณฑ์ เท่านั้น มูลค่าก่อสร้างเบื้องต้นที่ประเมินไว้ในตอนนี้เท่ากับ 20,000 ล้านดอลลาร์
อีกเวอร์ชั่น เจน 2 จะเป็นระบบส่งสำหรับยานอวกาศที่มีผู้โดยสารอยู่ด้วย ซึ่งมูลค่าการก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เป็นราว 60,000 ล้านดอลลาร์
ถ้าหากตัดสินใจในวันนี้ แบบแรกจะใช้เวลาอีก 10 ปีก็แล้วเสร็จ ส่วนเจน 2 จะต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นเป็น 20 ปี และใช้ทรัพยากรเพื่อการก่อสร้างมากกว่าแบบแรกมาก
ตามแนวคิดเบื้องต้น เจน 1 ของสตาร์แทรม จะถูกสร้างขึ้นตามแนวด้านข้างของภูเขาสูง ในขณะที่เจเนอเรชั่นที่ 2 นั้นจะเป็นการก่อสร้างแนวรางพลังแม่เหล็กยกระดับให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่อยู่สูงเหนือพื้นดินราว 20 กิโลเมตร รวมระยะทางของรางทั้งหมดราว 1,609 กิโลเมตร
ตัวรางซึ่งแน่นอนจะมีส่วนที่ถูกยึดโยงอยู่กับพื้น ดิน แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ตอม่อหรือเสาค้ำยันใดๆ เพราะใช้เทคโนโลยีแม็กเลฟ ซึ่งอาศัยคุณสมบัติการเกิดแรงผลักของแม่เหล็กไฟฟ้าขั้วเดียวกันมาใช้ ยกระดับรางดังกล่าวให้ลอยอยู่กลางอากาศ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบเสียหายจากคลื่นสั่นสะเทือนที่จะเกิดขึ้นเมื่อ สตาร์แทรมขับเคลื่อน ระบบทั้งหมดจะถูกหุ้มอยู่ภายในอุโมงค์สุญญากาศ ซึ่งจะดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับ ไฮเปอร์โซนิค (ความเร็วเหนือเสียงมากกว่า มัค 5 ขึ้นไป) ซึ่งจะทำระยะทางได้ 9 กิโลเมตรในระยะเวลาเพียงแค่ 1 วินาทีเท่านั้น
ในขั้นตอนสุดท้าย ตัวยานจะเร่งความเร็วขึ้นสูงสุดก่อนหลุดจากราง เมื่อถึงตอนนั้นมันก็จะอยู่ในระดับสูงพอที่จะเข้าสู่วงโคจรระดับล่างของโลก (แอลอีโอหรือ โลเวอร์ เอิร์ธ ออร์บิท-หมายถึงวงโคจรใดๆ ที่อยู่ในระยะห่างจากพื้นผิวโลกระหว่าง 1600 กิโลเมตรถึง 2,000 กิโลเมตร) แล้ว
"สตาร์แทรม" สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายในอนาคต ตั้งแต่การปกป้องโลกจากดาวเคราะห์น้อย, การทำฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ, การทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยและดาวหาง, การใช้อวกาศเพื่อการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม และการสร้างนิคมในอวกาศ เป็นต้น
ดร.พา วเวลล์และ ดร.เมสยอมรับว่า มูลค่าการลงทุนดังกล่าวสูงมาก แต่ถ้าเทียบกับค่าใช้จ่ายขององค์การบริหารการบินอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ในเวลานี้ ที่ต้องใช้เงิน 10,000 ดอลลาร์ (ราว 320,000 บาท) ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมของของใดๆ ที่ส่งขึ้นสู่ห้วงอากาศ แต่ระบบสตาร์แทรมสิ้นเปลืองเพียง 50 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม หรือ นาซาต้องจ่ายเงิน 20 ล้านดอลลาร์ให้กับรัสเซียในการส่งนักบินอวกาศหนึ่งคนขึ้นสู่ห้วงอวกาศในตอน นี้
ในขณะที่ระบบสตาร์แทรมใช้เงินเพียง 5,000 ดอลลาร์ต่อคนเท่านั้นเอง
มติชนรายวัน วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 37 ฉบับที่ 13373
อยากได้!! นวัตกรรมสายรัดคาง ผลิตพลังงานทุกครั้งที่เคี้ยว
นักวิศวกรรมชาวแคนาดาและเพื่อนร่วมงาน ได้พิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งว่า แหล่งพลังงานหมุนเวียนแหล่งใหม่สามารถมาจากขากรรไกรของมนุษย์
นวัตกรรมผลิตพลังงานอันน่าทึ่ง ด้วยการเปลี่ยนการเคลื่อนไหวเวลาเคี่ยวอาหารนั้น เป็นผลงานของ “Aidin Delnavaz” นักวิศวกรรมชาวแคนาดาและผู้ร่วมงาน ที่ได้ออกแบบชุดหูฟังเชื่อมเข้ากับสายรัดคาง ให้การเก็บเกี่ยวพลังงานจากการเคี้ยวอาหารหรือเคี้ยวหมากฝรั่งได้ แม้จะสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าออกมาได้เพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอให้นักวิจัยสรุปได้ว่า การสวมอุปกรณ์ผลิตพลังงานตลอดช่วงมื้ออาหาร สามารถให้กำลังไฟฟ้าแก่ลำโพงขนาดเล็กเป็นเวลา 2 ชั่วโมงได้
ผลงานการประดิษฐ์นี้ได้ตีพิมพ์ในวารสาร “Smart Materials and Structures” แม้จะเป็นพลังงานที่จำกัดหรือสามารถให้พลังงานแก่อุปกรณ์ขนาดเล็กเท่านั้น แต่นั่นอาจเป็นที่มาสำหรับการประยุกต์ใช้ในหมวกกันน็อคสำหรับกีฬาต่างๆ รวมไปถึงเจ้าหน้าวิศวกรรม ทหาร นักดับเพลิง หรือผู้ปฏิบัติงานในสาขาอาชีพอื่นที่ต้องสวมหมวกกันน็อคเป็นประจำ เพื่อการผลิตพลังงานสำหรับหูฟังหรือบลูทูธ
กุญแจสำคัญของอุปกรณ์คือ Piezoelectric Fiber Composites (PFC) ซึ่งสามารถวางติดบนแผ่นฟอยด์บางๆ แล้วยึดติดเข้ากับสายรัดโดยที่ไม่มีส่วนที่ติดกับผิวหนัง จึงไม่เป็นอันตรายหากโดนน้ำ โดยทั่วไป PFC ส่วนใหญ่มักใช้เป็นตัวเซ็นเซอร์ แต่นักประดิษฐ์กลับมาพร้อมด้วยไอเดียผลิตพลังงานที่สอดคล้องกับพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์
ที่มา www.fastcoexist.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดย Copyright© www.energysavingmedia.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



